ภาคธุรกิจสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมวิกฤติผู้ลี้ภัย

เมื่อวันผู้ลี้ภัยโลกที่ผ่านมา เราได้ทำการศึกษาและพบว่าภาคธุรกิจสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือภาวะวิกฤติเรื่องผู้ลี้ภัย ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้าง

ภายในสิ้นปี 2016 ประชากรกว่า 65.6 ล้านคนได้ถูกบังคับให้ออกจากประเทศบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจากการไล่ทำร้ายและสังหาร ความขัดแย้ง ความรุนแรง รวมไปถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชน  ภาวะวิกฤตินี้ส่งผลกระทบทั้งเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ การแยกจากครอบครัว และการทำลายชุมชน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้แก่ประเทศที่รับผู้อพยพเข้าไปดูแล เนื่องมาจากเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการถูกบังคับใช้แรงงานและการขัดขวางการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ภาคธุรกิจมีหน้าที่สำคัญในการดำเนินการ

ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทหลักในการช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติผู้ลี้ภัยได้ โดยเพิ่มการจ้างงานเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและค่าแรงของคนงานในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มผลตอบแทนรวมไปถึงเรื่องของเงินกระตุ้นในการค้าระหว่างประเทศ และการส่งเสริมเรื่องของนวัตกรรมซึ่งตามกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทุกการลงทุน 1 ยูโรในการต้อนรับผู้ลี้ภัยสามารถให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้เกือบ 2 ยูโรภายในห้าปี 

ภาวะวิกฤติเรื่องผู้ลี้ภัยนั้นมีความสำคัญเช่นเดียวกับการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะแสดงให้เห็นถึงการให้ความเคารพและการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ตามที่คุณพอล โพลแมน ได้กล่าวไว้ว่า ”ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและวัยรุ่นซึ่งมีทั้งทักษะและความหลากหลาย รวมไปถึงความมุ่งมั่น การเอาชนะความท้าทาย และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่แปลกใจเลยว่าประเทศที่เปิดรับกลุ่มผู้อพยพจะมีภาพที่ดูแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ ”

การขยายประโยชน์ภาคธุรกิจหลักของเรา

จากที่ได้กล่าวถึงภาวะวิกฤติเรื่องผู้ลี้ภัย เราได้เสนอตัวในการเป็นผู้รวบรวมแหล่งความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเข้าใจผู้บริโภค ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความสามารถของเราในการดึงประเด็นของผู้บริโภค และการเตรียมการทางด้านการเงิน โดยเราได้ขยายจุดแข็งนี้ด้วยการร่วมมือกับองค์กรอิสระ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์วาสลีน หนึ่งในแบรนด์ของยูนิลีเวอร์ที่มีจุดประสงค์สำคัญในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีความตั้งใจที่จะสร้างสุขภาพผิวที่ดีให้กับคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลกว่า 5 ล้านคนภายในปี 2020 เราได้เปิดตัวโครงการวาสลีนเพื่อการเยียวยา ซึ่งร่วมมือกับ Direct Relief โครงการนี้สนับสนุนเรื่องของการตรวจสุขภาพผิว พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพผิว และเราได้เริ่มกิจกรรมไปแล้วที่ค่ายผู้ลี้ภัยในจอร์แดน ซึ่งมีคนกว่า 1,500 คนที่ได้รับการรักษา และจากความร่วมมือดังกล่าวนี้ Direct Relief ได้ขนส่งผลิตภัณฑ์วาสลีนกว่า 10,000 ชิ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในประเทศกรีซและจอร์แดน

ในประเทศเลบานอน ยูนิลีเวอร์ได้ร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees) และคาร์ฟูร์เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่ประสบภัยหนาว โดยเราได้สร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะวิกฤติเรื่องผู้ลี้ภัยในร้านค้าปลีกและได้รับเงินสมทบทุนจากการขายผลิตภัณฑ์ของเรา เพื่อนำไปช่วยเหลือครอบครัวในการซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จากความสำเร็จในกิจกรรมนี้ เราได้ขยายโครงการดังกล่าวไปที่ประเทศจอร์แดนและอิรักต่อไป


ใช้ความสามารถของเราเพื่อขับเคลื่อนการลงมือทำ

เราได้ผลักดันความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน โดยในปี 2017 เราร่วมกับ Tent Partnership for Refugees หน่วยงานที่รวมผู้นำจากองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภาคธุรกิจชั้นนำของโลก เราได้ให้คำมั่นสัญญาในการริเริ่มการทำงานกับองค์กรอิสระในทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างทักษะเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต และการเข้าถึงสุขลักษณะและสุขอนามัยของผู้ลี้ภัย

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเยอรมนี เราได้ทำงานร่วมกับสภากาชาดเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพนักงานที่นำความรู้และวิธีการที่ตนเองมีอยู่มาสอนให้แก่ผู้ลี้ภัย

ปัจจุบันนี้ในทวีปยุโรป ทีมไอศกรีมเบนแอนด์เจอร์รี่ส์ ได้สนับสนุนกลุ่มผู้ลี้ภัยด้วยการเปิดตัวโครงการ ‘Together for Refugees’ โดยร่วมมือกับ International Rescue Committee (IRC) ในการรวบรวมกลุ่มคนเพื่อสร้างข้อกำหนดทางกฎหมายที่จะช่วยขยายโอกาสการตั้งรกรากของกลุ่มผู้ลี้ภัยในทวีปยุโรป โดยเริ่มจากการส่งอีเมลถึงตัวแทนในบรัสเซลล์ ซึ่งเบนแอนด์เจอร์รี่ส์ทั้งในยุโรปและอเมริกาได้ใช้สื่อดิจิตอลในการส่งเนื้อหาของ IRC รวมไปถึงแนวทางต่างๆ ที่พวกเราจะสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยได้

ยูนิลีเวอร์ยังให้ความร่วมมือด้วยการตั้งทีมรายงานที่เรียกว่า Refugees & Migrants ซึ่งเป็นกลุ่มสำหรับการให้โอกาสในด้านมนุษยธรรม ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกรณีที่ชัดเจนและน่าสนใจสำหรับการดำเนินธุรกิจภายในบริษัท และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสังคมที่ท้าทายในการเปลี่ยนเรื่องราวภาวะวิกฤติกลุ่มผู้ลี้ภัยจากความท้าทายเป็นโอกาสในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านมนุษธรรมที่เรากำลังเผชิญอยู่

ก้าวไปข้างหน้าต่อไป

ยูนิลีเวอร์จะยังคงสนับสนุนความต้องการของผู้อพยพโดยระบุถึงเส้นทางที่ยั่งยืนเพื่อลดความยากจนและปรับปรุงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพวกเขา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะสามารถช่วยให้โลกของเราดีขึ้นรวมทั้งความสำเร็จของเราด้วย นี่เป็นเวลาที่ดีที่เราจะเปลี่ยนการมองผู้ลี้ภัยให้เป็นความท้าทาย โดยมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบและโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เราได้รับข้อเสนอมา

1 Source: Global Trends: Forced Displacement in 2016 (PDF | 7MB), United Nations High Commissioner for Refugees

2 Source: Refugees Work: A Humanitarian Investment that Yields Economic Dividends (PDF | 4.2MB), Philippe Legrain (for the Tent Foundation), May 2016

กลับขึ้นสู่ข้างบน