ยูนิลีเวอร์ประกาศแผนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

robert candelino

ยูนิลีเวอร์ประกาศมาตรการและพันธกรณีเพื่อปรับปรุงโลกของโลกให้ดีขึ้น โดยการทำทุกวิถีทางที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ปกป้องและสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคนรุ่นหลัง ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ภายในปี 2039

เพื่อเร่งการดำเนินการดังกล่าว แบรนด์ทั้งหมดภายใต้ยูนิลีเวอร์จะร่วมลงทุนในกองทุน Climate & Nature Fund ที่อุทิศเพื่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้สำหรับแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายและผลลัพท์ที่ชัดเจนใน 10 ปีข้างหน้านับแต่นี้ อันได้แก่โครงการฟื้นฟูภูมิทัศน์ โครงการปลูกป่า โครงการกักเก็บคาร์บอน โครงการคุ้มครองสัตว์ป่า และโครงการอนุรัษ์น้ำ

นายอลัน โจป ซีอีโอ ยูนิลีเวอร์ โกลบอล อธิบายว่า “ขณะที่โลกกำลังรับมือกับความเสียหายที่เกิดจากโรคระบาด Covid-19 และต่อสู้กับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่รุนแรง เราต้องไม่ลืมว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราทุกคน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การขาดแคลนน้ำ - ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน และเราต้องแก้ไขปัญหาทั้งหมดไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้ เรามีความตระหนักว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่เพียงเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ ดังนั้น เรามีหน้าที่ช่วยกันแก้ไขวิกฤตในฐานะองค์กรธุรกิจและมีการดำเนินการโดยตรงจากแบรนด์ต่างๆ ของเรา”

การต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของยูนิลีเวอร์ได้แก่ การไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานและการลดก๊าซเรือนกระจก GHG footprint

ในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเราตลอดสายห่วงโซ่อุปทานภายในปี 2039 (ก่อนเป้าหมายของ Paris Agreement ในปี 2050) – ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เราใช้ไปจนถึงจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเรา

ยูนิลีเวอร์จะทำงานร่วมกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเร่งแข่งขันสู่การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ ยูนิลีเวอร์จะเปิดเผย carbon footprint ของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่เราขาย

การแข่งขันสู่ก๊าซที่เป็นศุนย์นี้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนและภาคธุรกิจไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็วได้เพียงลำพัง ภาครัฐต้องกำหนดเป้าหมาย net-zero และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซในระยะสั้น พร้อมกับวางกรอบนโยบายสนับสนุน เช่น การกำหนดราคาคาร์บอน

การปกป้องและสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่

ยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำด้านวิธีการจัดซื้ออย่างยั่งยืนมานานนับทศวรรษ 89% ของวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับป่ามีการรับรองว่าจัดซื้ออย่างยั่งยืนในระดับมาตรฐานที่เป็นที่ยอรับกันทั่วโลก

ยูนิลีเวอร์วางแผนที่จะมีระบบซัพพลายเชนที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2023 โดย การยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับและความโปร่งใสผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลใหม่ - เช่น การติดตามผ่านดาวเทียม Geolocation Tracking และบล็อกเชน – เร่งกระบวนการที่จะนำเกษตกรรายย่อยเข้ามาในระบบ และเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อเป็นแบบ derivatives sourcing

ยูนิลีเวอร์จะทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม องค์กรอิสระ และรัฐบาล เพื่อปกป้องมากกว่าป่าไม้ ป่าพรุ ป่าดงดิบ และปกป้องพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์ และประเมินการเก็บกักคาร์บอน ซึ่งถูกคุกคามจากการเปลี่ยนไปเป็นที่ดินทำมาหากิน ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ

นอกจากการจัดซื้อแบบยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและการหยุดยั้งการทำลายป่า ยูนิลีเวอร์ต้องการช่วยสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่ ด้วยการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และการอนุรักษ์น้ำ ในด้านการประหยัดน้ำและการเข้าถึงแหล่งน้ำ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ยูนิลีเวอร์จะให้อำนาจชาวนาและเกษตรกรรายย่อยรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องและสร้างสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกของพวกเขาขึ้นมาใหม่ การริเริ่มนี้จะรวมถึงการคุ้มครองสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมทั้งการแนวทางปฏิบัติสำหรับการพัมนาเชิงบูรณะ แนวทางเชิงบูรณาการนี้จะช่วยปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยให้ดีขึ้นและช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสฟื้นฟูธรรมชาติ

ยูนิลีเวอร์ เปิดตัวหลักปฏิบัติด้านการเกษตรเพื่อฟื้นฟู Regenerative Agriculture Code สำหรับซัพพลายเออร์ทั้งหมด หลักปฏิบัติใหม่นี้ มีพื้นฐานมาจากหลักปฏิบัติเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน Sustainable Agriculture Code ที่เป็นที่ยอมรับเป็นการทั่วไปว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรม ยูนิลีเวอร์จะนำรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีทำการเกษตรที่จะช่วยสร้างทรัพยากรสำคัญขึ้นมาใหม่ พร้อมเผยแพร่ Regenerative Agriculture Code แก่หน่วยงานหรือองค์กรใดๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งหมดนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม

ยูนิลีเวอร์จะยกระดับความพยายามที่จะอนุรักษ์น้ำ ปัจจุบันประชากรโลกกว่า 40% ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำและมากกว่า 2.1 พันล้านคนดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและเป็นอันตราย จากความร่วมมือกับธนาคารโลก ยูนิลีเวอร์จะดำเนินโปรแกรมดูแลทรัพยากรน้ำสำหรับชุมชนกว่า 100 แห่ง ภายในปี 2030 โปรแกรมนี้ใช้แนวทางในระดับชุมชนเพื่อบริหารจัดการน้ำและไม่เพียงแต่ช่วยชาวนาตลอดฤดูเพราะปลูกแล้ว ยังตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์อันได้แก่การมีน้ำดื่มหรือใช้ที่เพียงพอและเข้าถึงได้ง่าย โมเดลสำหรับโปรแกรมดูแลทรัพยากรน้ำนี้จะสร้างจากความร่วมมือกับซัพพลายเออร์หลักๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำโปรแกรมในลักษณะคล้ายๆกันไปดำเนินการต่อได้

sustainable energy

ยูนิลีเวอร์จะร่วมกลุ่ม 2030 Water Resources Group แพลตฟอร์มที่เป็นความร่วมมือจากภาคีหลากหลาย โดยมีธนาคารโลกเป็นเจ้าภาพ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นคืนสภาพทรัพยากรน้ำในประเทศที่ขาดแคลนน้ำ เช่น อินเดีย บราซิล แอฟฟริกาใต้ เวียดนามและอินโดนีเซีย

เพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำเพิ่มขึ้นไปอีก ยูนิลีเวอร์มีเป้าหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ (biodegradable) ภายในปี 2030 เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศทางน้ำ แม้สารบางประเภทที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้ จะไม่มีทางเลือกที่เป็นชนิดที่ย่อยสลายได้ก็ตาม เราก็จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อคิดค้นนวัตกรรมและทางออกเพื่อช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้

สำหรับประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้แนะนำแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ในไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งข้างในและข้างนอกเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ เลิฟ บิวตี้ แอนด์ แพลนเน็ท และเซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น อีกทั้งยัง เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สำหรับแบรนด์ที่ขายดีที่สุดให้เป็นขวดที่รีไซเคิลมาจากพลาสติกใช้แล้ว (post-consumer recycling: PCR)

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์หมวดเครื่องใช้ในบ้านได้เปลี่ยนมาใช้ขวด PCR มากถึง 80% เราได้เปลี่ยนขวดซันไลต์ ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำยาล้างจานขายดีอันดับ 1 ได้เปลี่ยนจากการใช้ขวด HDPE เป็นขวด PET ในปี 2017 ซึ่งลดจำนวนพลาสติกที่ใช้ถึง 274 ตันต่อปี และในเดือนมกราคม 2019 เราก็ได้อัพเกรดขวดซันไลต์เพิ่มเติมจากขวด PET เป็นขวด PET ที่มาจากการรีไซเคิล 100% ทำให้ขวดซันไลต์เป็น PCR 100% และลดการใช้พลาสติกไปได้ถึง 551 ตันต่อปี นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 56% โรงงานผลิตในประเทศไทยได้ปฏิบัติเพื่อให้ขยะที่ไปบ่อฝังกลบเป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว และยกระดับการจัดการโดยหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนด้วยการติดตั้ง biomass boiler และบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน เป็นการประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ

นายโรเบิร์ต แคเดลิโน ซีอีโอ กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เราภูมิใจกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัทเราในประเทศไทยที่ตั้งมานานแล้วกว่า 87 ปีอย่างมาก พันธกรณีที่เราประกาศวันนี้ ที่จะช่วยโลกของเรา สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัทในไทยของเรา คือ “เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนดีขึ้นในทุกๆวัน” อย่างที่อลันกล่าว ในขณะที่โลกหันไปสนใจกับวิกฤตไวรัสโควิด ความท้าทายก่อนหน้าก็ไม่ได้หายไปไหน มลภาวะ ขยะพลาสติก มลพิษทางอากาศ การขาดแคลนน้ำ และการตัดไม้ทำลายป่า ยังเป็นหนึ่งในความท้าทายในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่โลกและประเทศไทย จะต้องเผชิญ เราหวังว่าพันธกรณีที่เราประกาศในวันนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมมือกับเราและนำแนวทางปฏิบัติที่คล้ายกันนี้ มาช่วยกันอนุรักษ์โลกของเรา สำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต”

ดูหัวข้อเหล่านี้เพิ่มเติม

กลับขึ้นสู่ข้างบน

ร่วมมือกับเรา

เรามองหาการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาเพื่อหาผู้ที่มีความสนใจร่วมกันในอนาคตที่ยั่งยืน

ติดต่อเรา

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญและ Unilever หรือค้นหาที่ติดต่อทั่วโลก

Contacting us