ข้ามไปที่ เนื้อหา
ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวปาฐกถางาน Earth Jump เร่งใช้ AI ยกระดับซัพพลายเชน ลดคาร์บอนสู่ Net Zero

ยูนิลีเวอร์เร่งลงทุน AI ยกระดับซัพพลายเชน ลดคาร์บอน ปักธง Net Zero

ที่ตีพิมพ์:

ยูนิลีเวอร์เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ด้วยการนำ AI ยกระดับซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องเติบโตควบคู่ความยั่งยืน

จากสถานการณ์แรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น การนำ AI มาใช้ในซัพพลายเชนกำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรชั้นนำทั่วโลกในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ล่าสุด กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย โดย นายชาร์ล ชุง Vice President - Supply Chain ได้ร่วมเปิดมุมมองในประเด็น AI-Powered Path to Net Zero บนเวที EARTH JUMP 2026 : A BRIDGE TO EMPOWERED ACTIONS จัดโดยธนาคารกสิกรไทย เพื่อแชร์แนวทางของยูนิลีเวอร์ในการนำ AI มายกระดับ supply chain และขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่า "ถึงเวลาแล้วที่ความยั่งยืนต้องเป็นส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายที่ถูกประกาศไว้บนกระดาษ"

AI เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

นายชาร์ล ชุง กล่าวว่า ยูนิลีเวอร์มีวิสัยทัศน์ในการนำ AI มาผสานเข้ากับทุกส่วนขององค์กรอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก คือ การสร้างความต้องการของตลาด (Demand Creation) และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Net Productivity)

โดยในด้านความต้องการของการตลาด บริษัทนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มตลาด และช่องทางการขาย เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด พร้อมใช้ Generative AI ผลิตคอนเทนต์และสื่อโฆษณา ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้สูงถึง 90% นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้ในงานวิจัยและพัฒนา (Digital R&D) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ โดยผู้ช่วย AI สำหรับนักวิจัยกว่า 4,000 คน ประหยัดเวลาการเข้าถึงรายงานทางวิทยาศาสตร์ของยูนิลีเวอร์กว่า 150,000 ฉบับได้ในเวลาอันสั้น

ขณะที่ภาคการผลิตกำลังเดินหน้าสู่ Autonomous Factory หรือโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ AI และระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดการสูญเสียจากการผลิต นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ยังพัฒนา Sky 3.0 แพลตฟอร์ม AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลร้านค้าและตลาดค้าปลีก เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ยอดขาย และการกระจายสินค้า

เชื่อมข้อมูล สู่ซัพพลายเชนอัจฉริยะ

นายชาร์ล ชุง ระบุว่า ความสำเร็จของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อมต่อกันทั้งองค์กร ปัจจุบันยูนิลีเวอร์มีระบบประมวลผลข้อมูล ที่เชื่อมโยงซัพพลายเออร์ โรงงาน โลจิสติกส์ ร้านค้า และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน

บริษัทยังพัฒนา E2E Integrated Digital Programs เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ช่วยวางแผนการผลิตและบริหารวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ ลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญ คือ Digital Twins หรือแบบจำลองเสมือนของโรงงานและระบบการผลิต ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถทดลองแนวทางใหม่ ๆ ก่อนนำไปใช้จริง ลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนานวัตกรรม

ในด้านความยั่งยืน ยูนิลีเวอร์ยังใช้ AI และข้อมูลดาวเทียมพัฒนา NDPE Dashboard เพื่อติดตามวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการผลิตวัตถุดิบ

ชาร์ล ชุง รองประธานฝ่ายซัพพลายเชน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ร่วมปาฐกถาพืเศษในหัวข้อ AI-Powered Path to Net Zero

ขับเคลื่อน Net Zero ด้วย AI

นอกจากการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจและยกระดับการบริหารจัดการซัพพลายเชนแล้ว ยูนิลีเวอร์ยังเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กร โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ Gateway Factory ซึ่งกลายเป็นโรงงานของยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยแห่งแรก ที่สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 100% ผ่านการเปลี่ยนจากน้ำมันเตาไปสู่พลังงานชีวมวล การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์กำลังผลิต 560 กิโลวัตต์ รวมถึงการเปลี่ยนสารทำความเย็นเป็นชนิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

นายชาร์ล ชุง เปิดเผยผลการดำเนินการของยูนิลีเวอร์ระดับโลกว่า ยูนิลีเวอร์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการดำเนินงานได้ 77% พร้อมบรรลุเป้าหมายไม่ส่งของเสียที่เป็นอันตรายจากโรงงานไปฝังกลบ ขณะที่ 97% ของวัตถุดิบมาจากแหล่งผลิต ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า และ 57% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติก สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้

เปิดผลลัพธ์ความยั่งยืนที่จับต้องได้

ยูนิลีเวอร์ ได้เปิดเผยความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO₂e) จากกระบวนการผลิตได้ 40.2% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบโลจิสติกส์ได้ 18% ขณะที่โรงงาน Gateway สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 100% สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero

ในด้านการจัดการพลาสติก บริษัทลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ได้ 29% และบรรลุเป้าหมายการใช้พลาสติกรีไซเคิลในสัดส่วน 25% นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์กว่า 83% ของยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ รวมถึงสามารถเก็บกลับและนำบรรจุภัณฑ์พลาสติกไปแปรรูปได้ครบ 100% ภายในประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสนับสนุนร้านค้าปลีกรายย่อยหรือร้านโชห่วยมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ โดยนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการคำสั่งซื้อ วางแผนสต๊อกสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว

“ในอนาคตยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าลงทุนด้านข้อมูล AI ระบบอัตโนมัติ และการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโต ไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายชาร์ล ชุง กล่าวทิ้งท้าย

ชาร์ล ชุง รองประธานฝ่ายซัพพลายเชน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ในงาน Earth Jump 2026

สำหรับ EARTH JUMP 2026 : A BRIDGE TO EMPOWERED ACTIONS ถือเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ และผู้กำหนดนโยบายกว่า 60 คนจากไทยและต่างประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างความร่วมมือในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อนและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจในอนาคต

ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของยูนิลีเวอร์ ในการนำ AI ข้อมูล และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

กลับไปด้านบน