การผสานความยั่งยืน

เรากำลังผสานรวมความพยายามในการสร้างความยั่งยืนเข้าไว้ในแบรนด์และนวัตกรรมของเรา เพื่อช่วยผลักดันการเติบโตทางธุรกิจ เรากำลังทำงานร่วมกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ของเรา เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ

การผลักดันความสำเร็จทางธุรกิจ

ชาวสวนปลูกมะเขือเทศแบบยั่งยืนให้แก่คนอร์

ด้วยประชากรจำนวน 7 พันล้านคนบนโลกของเรา ทรัพยากรในโลกนี้จึงมีจำกัดมาก นั่นหมายถึง การเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมถือเป็นรูปแบบธุรกิจเพียงแบบเดียวเท่านั้นที่เป็นที่ยอมรับ

เราเชื่อว่าการเติบโตและการสร้างความยั่งยืนไม่ขัดแย้งกัน การสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืนเพื่อผู้บริโภคของเราจะช่วยผลักดันการเติบโตของผลกำไร ด้วยการเน้นที่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน เราจึงสามารถสร้างแบรนด์ที่มีจุดประสงค์ที่สำคัญได้ โดยการลดของเสียและการใช้วัตถุดิบ เราได้ช่วยสร้างประสิทธิภาพและลดต้นทุนลง ซึ่งจะช่วยปรับปรุงส่วนต่างกำไรของเรา โดยการพิจารณาที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดหาวัตถุดิบและการผลิตสินค้าผ่านมุมมองที่ยั่งยืน โอกาสของการสร้างนวัตกรรมก็ได้เปิดกว้างขึ้น นอกจากนี้ เราได้พบว่าโดยการทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ รวมถึงองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ทำให้เราได้รับมุมมองใหม่ ๆ ด้านการตลาดที่มีคุณค่าและเปิดช่องทางใหม่ ๆ ในการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค

เราได้พัฒนากรอบงานง่าย ๆ แบบสี่ข้อที่ช่วยรวบรวมแนวทางที่ระบุว่าการสร้างความยั่งยืนจะส่งผลดีต่อความสำเร็จทางธุรกิจของเราได้อย่างไร

การขยายตัวมากยิ่งขึ้น

ผู้บริโภคตอบสนองต่อแคมเปญโฆษณาของแบรนด์ เช่น โอโม่ (Omo), เบรเยอร์ (Breyers) และเฮลล์แมนส์ (Hellmann’s) เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่ภาวะขาดแคลนน้ำไปจนถึงการจัดหาวัตถุดิบอย่างอย่างยืน ความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคได้ถูกแปรเป็นการเติบโตของยอดขายและความตระหนักถึงแบรนด์มากยิ่งขึ้น

อันที่จริง แบรนด์ที่ส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของเรามีอัตราเติบโตคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดในปี 2558 และเติบโตเร็วกว่าธุรกิจอื่น ๆ ที่เหลือของเรา

การสร้างความยั่งยืนช่วยสร้างโอกาสด้านนวัตกรรม ผลักดันให้เราต้องทบทวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ในโลกที่ทรัพยากรมีจำกัดเพื่อรับมือกับประเด็นปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นการช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ และเปิดโอกาสให้แบรนด์ของเราได้เชื่อมต่อกับผู้บริโภคในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของพวกเขา

ต้นทุนที่ต่ำลง

โดยการลดปริมาณของเสียและลดการใช้พลังงาน วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ เรากำลังสร้างความมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนลง ขณะเดียวกันก็เผชิญความเสี่ยงน้อยลงในเรื่องความผันผวนของราคาทรัพยากร การลดต้นทุนและการเก็บออมมากขึ้นช่วยปรับปรุงส่วนต่างกำไรของเรา

เราสามารถลดต้นทุนสะสมได้มากกว่า 600 ล้านยูโรโดยผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศในโรงงานของเรานับตั้งแต่ปี 2551 โครงการลดของเสียในกระบวนการผลิตของเราได้ช่วยให้เราเก็บออมได้ถึง 250 ล้านยูโรและสร้างงานต่าง ๆ หลายร้อยตำแหน่ง

รับความเสี่ยงน้อยลง

แนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนช่วยให้เราสามารถลดความเสี่ยงของส่วนปฏิบัติงานต่าง ๆ ของเราทั้งหมด การดำเนินงานอย่างยั่งยืนช่วยให้เราสามารถมั่นใจเกี่ยวกับซัพพลายเชนในอนาคตโดยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดหาวัตถุดิบในระยะยาว

ภายในปี 2558 เราคาดว่า 60% ของวัตถุดิบด้านการเกษตรของเราจะได้รับการจัดหาอย่างยั่งยืน

ความเชื่อมั่นที่มากขึ้น

การกำหนดให้การสร้างความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของรูปแบบธุรกิจของเรา ได้ช่วยเสริมสร้างความสัมพันะ์ที่แข็งแกร่งของเรากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและช่วยให้เราประสบความสำเร็จในฐานะธุรกิจ โดยช่วยให้เราสามารถรักษาคุณค่าและความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานในปัจจุบันและในอนาคตของ Unilever

ในปี 2558 เรายังคงรักษาสถานภาพของบริษัทในฐานะ Graduate Employer of Choice (นายจ้างที่บัณฑิตจบใหม่ต้องการทำงานด้วย) ในภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตเร็ว ทั้งนี้เมื่อสอบถามบรรดาบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเป้าหมายของเราใน 34 ประเทศ

แบรนด์ที่ส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนช่วยผลักดันการเติบโตของธุรกิจ

การกำหนดให้การดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ของเรา ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้บริโภคของเราและช่วยผลักดันการเติบโตของยอดขาย แนวคิดของแบรนด์ที่ "ต้องการบรรลุจุดประสงค์" นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในบรรดาแบรนด์ต่าง ๆ ของเราเอง เช่น ไลฟ์บอยและ Ben & Jerry’s ต่างก็มีจุดประสงค์สำคัญในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม อันเป็นพื้นฐานการก่อตั้งบริษัท

อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคปัจจุบันที่ทวีความซับซ้อนขึ้นและเชื่อมต่อถึงกัน จุดประสงค์ที่ทรงพลังอย่างเดียวยังไม่พอ และแบรนด์ต้องคิดถึงผลกระทบของตนที่มีต่อกลุ่มต่าง ๆ ด้วย แบรนด์ต่าง ๆ ไม่สามารถทำสิ่งที่ดีต่อสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ทำร้ายโลก หรือปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้หญิงที่ซื้อสินค้าของเรา แต่กลับละเลยสภาพการทำงานของผู้หญิงที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ Unilever จึงได้สร้างคำจำกัดความของสิ่งที่ก่อให้เกิดแบรนด์ที่ส่งเสริม "การดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน" อย่างแท้จริง แบรนด์ดังกล่าวต้องไม่เพียงแต่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการตอบสนองข้อกังวลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ทว่าตัวผลิตภัณฑ์เองต้องส่งเสริมเป้าหมายตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไปซึ่งเราได้กำหนดไว้ในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของ Unilever

เพื่อประเมินผลิตภัณฑ์และจุดประสงค์ของเรา เราได้พัฒนาหลักวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถระบุได้ว่าแต่ละแบรนด์ได้บรรลุเป้าหมายดีเพียงใดและจนถึงระดับใดเมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์สองข้อดังนี้ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถสร้างมุมมองที่เป็นระบบเกี่ยวกับความคืบหน้าของตนในแง่ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ในปี 2559 เราได้วิเคราะห์แบรนด์ชั้นนำของเราโดยใช้หลักวิธีนี้ การวิเคราะห์ของเราเปิดเผยว่าในปี 2558 แบรนด์ที่ส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนยิ่งเติบโตเร็วกว่าที่เคยเป็นในปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีอัตราเติบโตคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดและเติบโตเร็วกว่าธุรกิจอื่น ๆ ที่เหลืออย่างมีนัยสำคัญ (เร็วกว่ากือบ 30%)

เราเชื่อว่าหากเราต้องการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ เราจะต้องบรรลุเป้าหมายนี้โดยการทำให้แบรนด์ที่เป็นตัวกำหนดประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งประสบความสำเร็จและเป็นแบรนด์ใหญ่ ได้รับการยกย่องในแง่ความยั่งยืน แบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดห้าแบรนด์ของเรา ได้แก่ โดฟ (Dove), เดิร์ทอิสกู๊ด (Dirt is Good), คนอร์ (Knorr), เฮลล์แมนส์ (Hellmann’s) และลิปตัน (Lipton) ล้วนเป็นแบรนด์ที่ส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างต่าง ๆ ด้านล่างจาก Domestos, โดฟ, คนอร์ และลิปตันแสดงให้เห็นว่าแต่ละแบรนด์มีจุดประสงค์ที่จะตอบสนองข้อกังวลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง และวิธีที่แบรนด์เหล่านี้ได้ดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของ Unilever Sustainable

ในปี 2558 เราได้ทำการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจว่าทัศนะของผู้บริโภคในเรื่องความยั่งยืนได้เปลี่ยนเป็นทางเลือกด้านการซื้อจริงหรือไม่ ผู้คนส่วนใหญ่ที่เราได้ไปสัมภาษณ์ไม่เพียงแต่เชื่อว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญเท่านั้น หากยังลงมือกระทำเพื่อใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนมากขึ้นด้วย การวิจัยของเรายังเปิดเผยว่าประเด็นเรื่องความยั่งยืนนั้นเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่ ผลที่ได้นี้สนับสนุนความคิดของเราที่ว่า ความยั่งยืนนำเสนอโอกาสการเติบโตสำหรับธุรกิจ

แบรนด์ที่ส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน - จุดประสงค์และผลิตภัณฑ์ในภาคปฏิบัติ

Domestos

จุดประสงค์: เพื่อช่วยผู้คนจำนวน 25 ล้านคนให้สามารถใช้บริการห้องสุขาภายในปี 2563 โดยการส่งเสริมการใช้ห้องสุขาที่สะอาดและการทำให้ห้องสุขาเป็นบริการที่สามารถเข้าถึงได้

ผลิตภัณฑ์: เราได้ลดการใช้พลาสติกสำหรับขวดผลิตภัณฑ์ ของเราลงได้ถึง 15% ทำให้ขวดผลิตภัณฑ์เบาลงแต่รักษาความแข็งแรงเอาไว้ ทันทีที่มีการเปิดตัวโครงการนี้ในทั่วโลก เราสามารถประหยัดการใช้พลาสติกได้ถึง 1,000 ตันต่อปี

โดฟ (Dove):

จุดประสงค์: เพื่อให้ความงามช่วยสร้างความมั่นใจ (มิใช่ความกังวลใจ) ให้แก่ผู้หญิงทุกคนในทุก ๆ ที่โดยครอบคลุมวัยรุ่นจำนวนมากกว่า 15 ล้านคนด้วยโครงการส่งเสริมการเคารพตนเองของโดฟ

ผลิตภัณฑ์: โดฟเป็นหนึ่งในแบรนด์แรก ๆ ของเราที่แนะนำผลิตภัณฑ์สเปรย์ระงับกลิ่นกายแบบอัดความดันในปี 2556 ผู้บริโภคสามารถปกป้องตนเองได้อย่างมั่นใจและเพลิดเพลินกับกลิ่นหอมในรูปแบบสเปรย์เช่นเดิม แต่มาในขนาดที่เล็กกว่าถึงครึ่งหนึ่ง นวัตกรรมนี้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 25% ต่อกระป๋อง

คนอร์

จุดประสงค์: เพื่อมอบรสชาติดี ๆ และคุณค่าอาหารจากอาหารประจำวันที่มาจากฟาร์ม โดยการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนทั้ง 100% สู่เมนูอาหารที่ปรุงอย่างถูกหลักโภชนาการ

ผลิตภัณฑ์: 92% ของผักและสมุนไพรยอดนิยม 13 ชนิดที่เป็นส่วนผสมของซอสคนอร์ น้ำซุปปรุงสำเร็จ และเครื่องปรุงรส ล้วนเป็นพืชที่ปลูกแบบยั่งยืน และมีฉลาก 'เติบโตอย่างยั่งยืน' บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ต

ลิปตัน

จุดประสงค์: ลิปตันสนับสนุนชาวไร่ชาวสวนด้วยการทำงานร่วมกับพวกเขาในการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และครอบครัวของพวกเขาเพื่อปกป้องอนาคตของโลกใบนี้

ผลิตภัณฑ์: ภายในสิ้นปี 2558 ชาลิปตันทุกชนิดในรูปแบบถุงชาของเราได้รับการจัดหาวัตถุดิบจากนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการรับรอง Rainforest Alliance CertifiedTM ซึ่งนับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของแบรนด์เครื่องดื่มชาที่ใหญ่ที่สุดของโลก

การดำเนินการร่วมกับพันธมิตร

ประเด็นปัญหาระดับโลก เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ความมั่นคงทางอาหาร และการเข้าถึงสุขอนามัยนั้นเป็นประเด็นที่ใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงแห่งเดียวจะสามารถจัดการโดยลำพัง โดยการร่วมมือกับพันธมิตรของเรา รวมถึงองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เราจึงสามารถรวบรวมทรัพยากรและใช้ประโยชน์จากทักษะ ความสามารถและเครือข่ายต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมความเชี่ยวชาญของเรา

เราก้าวต่อไปในการส่งเสริมการทำงานร่วมกับภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และธุรกิจอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของเราเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของระบบทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ Unilever จึงมีบทบาทสำคัญในโครงการริเริ่มระดับโลกที่สำคัญ เช่น มาตรการของสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Business Council for Sustainable Development) ในปี ค.ศ. 2020, Tropical Forest Alliance 2020 และคณะทำงานระดับโลกเพื่อยกระดับโภชนาการ (Global Task Force for Scaling up Nutrition)

กลับขึ้นสู่ข้างบน