กลยุทธ์
เพื่อทำตามความมุ่งมั่นของเรา เราได้สร้างกลยุทธ์ซึ่งสนับสนุนโดยการบริหารจัดการในภาพรวมและโครงสร้างการบริหาร
ค่านิยมของเรา
กว่า 100 ปี ที่ผ่านมาผู้ก่อตั้งของเราไม่เพียงก่อตั้งบริษัทผลิตภัณฑ์เครื่องอุปโภคบริโภคแห่งแรกของโลก แต่ยังได้สร้างธุรกิจที่มีค่านิยมอันแข็งแกร่งและพันธกิจที่จะต้องตอบสนองต่อประเด็นทางสังคม
เรายังคงดำเนินการโดยรักษามรดกนี้ไว้ ความมุ่งมั่นที่จะให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจได้ฝังรากลึกในพันธกิจการเติมพลังให้แก่ชีวิตและเป้าหมายองค์กรของเรา
การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือ การตอบสนองความต้องการของสังคมในวันนี้โดยไม่ริดรอนความสามารถในการดำรงอยู่และเจริญรุ่งเรืองของผู้คนรุ่นต่อไป สิ่งนี้คือ เป้าหมายสำคัญที่สุดของรัฐบาลและองค์กรธุรกิจที่มีความรับผิดชอบทั่วโลก
สำหรับเรา การพัฒนาอย่างยั่งยืนหมายถึง การทำความเข้าใจกับผลกระทบที่เราสร้างต่อสังคม ทั้งในด้านการดำเนินงานและวงจรทั้งหมดของผลิตภัณฑ์
เมื่อประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้รับความสนใจ เราจึงได้เตรียมวิธีการไว้รองรับ และเราได้เห็นการบูรณาการของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแบรนด์ของเรามากขึ้นทุกที พันธกิจเติมพลังให้แก่ชีวิตของเราได้ให้คำนิยามวิธีการที่แบรนด์ของเราช่วยให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นและเป็นแกนหลักของแนวคิดในการเติบโตของเรา สิ่งนี้ได้กระจายไปทั่วองค์กรของเราและเป็นพื้นฐานของกลยุทธ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา ประเด็นนี้ได้นำเราไปสู่ทิศทางใหม่พร้อมกับโอกาสใหม่ๆ แต่เราจะยังคงรักษาค่านิยมของเราไว้เป็นหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ
จากแนวคิดสู่ความเป็นจริง
ในปี 2548 เราได้สร้างกระบวนการที่เรียกว่า Brand Imprint เพื่อช่วยให้ฝ่ายการตลาดของเราพิจารณาว่าประเด็นทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมนำความเสี่ยงและโอกาสมาให้กับธุรกิจของเราอย่างไร
แต่ละแบรนด์จะมีทีมงานซึ่งทำการประเมินสถานกาณ์ต่างๆ โดยละเอียดเพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์ของเรา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ของเราส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างไรตลอดทั้งวงจร ทีมงานนี้จะรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากภายนอกที่มีต่อการเติบโตในอนาคตของแบรนด์จากการวิจัยผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้เสีย
แบรนด์และกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักๆ ของเราได้ผ่านการศึกษา Brand Imprint เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันได้สร้างความมุ่งมั่นที่สำคัญและเป็นแรงบันดาลใจให้กับความคิดใหม่ๆ ในการที่เราจะมีส่วนช่วยในประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่เราได้จากกระบวนการ Brand Imprint ช่วยเราในการสร้างวิธีการทำงานในขั้นต่อไป ในปี 2551 เราได้สร้างกรอบการเติมพลังให้ชีวิตเพื่อช่วยให้เราทำตามพันธกิจการเติมพลังให้แก่ชีวิตได้อย่างเป็นระบบและวัดผลได้จริง ซึ่งทำให้ผู้จัดการแบรนด์ได้เห็นโอกาสที่จะสร้างนวัติกรรมและปรับปรุงแบรนด์ใน 3 ทิศทางคือ
- เสริมการเติมพลังให้แก่ชีวิตส่วนตัวและสุขอนามัย
- มีส่วนช่วยในประเด็นทางสังคม
- ลดผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อม
กรอบการเติมพลังให้แก่ชีวิต

กระบวนการวัดผล
เราตั้งเป้าที่จะสร้างการเติบโตในธุรกิจของเราอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการลดปริมาณการใช้น้ำ การลดปริมาณขยะ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และจัดซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีความยั่งยืน
เราได้สร้าง “ด้านทั้ง 4 ของการเติมพลังให้แก่ชีวิต” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมในกรอบการเติมพลังให้แก่ชีวิตของเราซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ประเด็นได้แก่
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- น้ำ
- ขยะ
- การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน
การวัดนี้มีหน่วยเป็นอัตราส่วนของแบรนด์ต่อการใช้ของผู้บริโภค ซึ่ง 3 ประเด็นแรกวัดได้จากการใช้ต่อครั้ง เช่น ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากปริมาณแชมพูที่ใช้สระผมได้ 1 ครั้ง การวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกนี้ใช้การคำนวณจากตลอดทั้งวงจรของผลิตภัณฑ์ซึ่งรวมไปถึง
- ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตโดยตรงซึ่งเราได้บริการจัดการและทำรายงานมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
- ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดทางอ้อม เช่น การได้มาซึ่งวัตถุดิบ รวมทั้งปริมาณพลังงานและน้ำที่ผู้บริโึภคต้องใช้ในการใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา
ในปี 2551 เราได้ทดลองนำมาตรวัดนี้มาใช้กับบางผลิตภัณฑ์ของเราในบางกลุ่มประชากร และในปี 2552 นี้เราจะพิจารณาปรับปรุงมาตรวัดนี้เพื่อดูว่าเราจะใช้มันเป็นแนวทางในการพัฒนาแบรนด์ในอนาคตได้อย่างไร และสร้างพื้นฐานในกระบวนการวัดผลทั่วทุกแบรนด์ของเรา
การพิจารณา Brand Imprint นี้เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ฝ่ายการตลาดเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีผลกระทบและได้รับผลกระทบจากประเด็นด้านความยั่งยืนอย่างไร ซึ่งช่วยให้เรานำประเด็นนี้มาใส่ในกระบวนการดำเนินงานประจำวันของแบรนด์และเป็นแรงผลักดันให้เกิดแผนงานที่สอดคล้องกันในทุกๆ แบรนด์
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราบูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับหัวใจของกลยุทธ์ทางธุรกิจ
บทบาทของแบรนด์องค์กร
ในปี 2545 แบรนด์ “ยูนิลีเวอร์” ได้ออกสู่สายตาของผู้จับจ่ายใช้สินค้ามากขึ้นด้วยโลโก้บริษัทที่ปรากฏหลังบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้น และบริษัทย่อยๆ ทั้งหมดของเราได้ถูกเรียกด้วยชื่อเดียวกันว่า “ยูนิลีเวอร์”
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงไม่เชื่อมโยงแบรนด์สินค้าของเราเข้ากับแบรนด์องค์กร แต่เราเล็งเห็นความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของการเชื่อมโยงนี้ในประเด็นของความยั่งยืน
เมื่อแบรนด์สินค้าแต่ละแบรนด์ตั้งท่ารับมือกับประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคจะมองไปที่แบรนด์องค์กรว่ามีค่านิยมและวิธีการทำงานอย่างไร แบรนด์สินค้าจะสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อได้รับการเสริมแรงจากบริษัทที่มีกลยุทธ์และความมุ่งมั่นในด้านนี้
ในฐานะแบรนด์องค์กร “ยูนิลีเวอร์” เราอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งด้วยความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนที่มีมายาวนาน และในอนาคตเราจะทำงานให้หนักขึ้นเพื่อนำความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่เราได้สร้างจากการริเริ่มต่างๆ มาเชื่อมโยงเข้ากับผู้บริโภคในประเด็นด้านความยั่งยืนและให้การสนับสนุนความพยายามของแต่ละแบรนด์ของเรา

