ยูนิลีเวอร์ประกาศ แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

07-12-2010 : ”แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน” ตั้งเป้าที่จะ · ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ลงครึ่งหนึ่ง · ช่วยให้คนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น · จัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรจากแหล่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ 7 ธันวาคม 2553 – กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย ประกาศ “แผนการ ดำรง ชีวิต อย่าง ยั่งยืน” ในไทย หวังกระตุ้นผู้บริโภคให้ร่วมกัน “เปลี่ยนพฤติกรรมคนละนิด เพื่อสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่” เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยยูนิลีเวอร์ได้เริ่มปรับกระบวนการดำเนินการตลอดวงจรชีวิตของสินค้าตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการบริโภคและการจัดการของเสียหรือของเหลือใช้ที่เกิดขึ้น

แผนดังกล่าวเปิดตัวในประเทศไทย ภายใต้การนำของมร. บาวเค่อ ราวเออร์ส หลังจากที่ยูนิลีเวอร์ได้ประกาศ “แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน” ระดับโลกไปเมื่อเร็วๆ นี้ แผนดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสินค้าของยูนิลีเวอร์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี2563 ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น ตามแผนปฏิบัติการนี้ ยูนิลีเวอร์ไม่ได้มุ่งแต่จะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และจากการที่ผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ลงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไปพร้อมกันด้วย

ดร. วิวรรธน์ กฤษฎาสิมะรองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายซัพพลายเชนบริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัดกล่าวว่า ยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยได้ริเริ่มกิจกรรมหลายๆ อย่าง เพื่อนำแผนระดับโลกมาปฏิบัติในประเทศไทยให้เกิดผลจริงจัง อาทิ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคลดการใช้น้ำในการซักล้าง ไปจนถึงนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดปริมาณกระดาษเหลือใช้ รวมทั้งการนำตู้แช่ไอศกรีมแบบใหม่ซึ่งใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร. วิวรรธน์กล่าวว่า “เราเริ่มจากเรื่องน้ำและของเสีย เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของพวกเราทุกคน เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยของเราทุกคนในเรื่องเหล่านี้ จะรวมพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต”

แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

ยูนิลีเวอร์ได้มีการศึกษาและเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่างๆ ตลอดกระบวนการซัพพลายเชน เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาทิ ในปัจจุบัน บริษัทฯ ใช้กล่องกระดาษปีละกว่า 45 ล้านใบเพื่อขนส่งสินค้าไปยังร้านค้ากว่า 200,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเท่ากับการใช้เยื่อกระดาษและกระดาษจากต้นไม้มากถึง 100,000 ต้นต่อปี

“แต่จากปี2554 เป็นต้นไป เราจะใช้นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ล่าสุดที่ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนกล่องกระดาษห้าชั้นเป็นกล่องกระดาษสามชั้น ที่ยังคงแข็งแรงที่จะรักษาผลิตภัณฑ์ข้างในให้อยู่ในสภาพดีเช่นเดิม บรรจุภัณฑ์แบบใหม่นี้จะช่วยลดปริมาณกระดาษที่เราใช้ลงได้ถึง 35-40% หรือเท่ากับใช้กระดาษน้อยลง 8,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบได้กับการรักษาต้นไม้ไว้ได้ปีละ 35,000 ต้น ปัจจุบัน เราประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนลังกระดาษ 200,000 ใบในซัพพลายเชนของเราให้เป็นกล่องแบบใหม่นี้แล้ว”

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อมยังได้ร่วมพัฒนาระบบการจัดการใหม่เพื่อลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนได้ร่วมมือกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ได้หันมาร่วมมือกันรีไซเคิล หรือนำวัสดุเหลือใช้ต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งแยกประเภทขยะบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารและไอศกรีม บริษัทยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัดเปิดเผยว่า นอกจากบรรจุภัณฑ์แล้ว ยูนิลีเวอร์ยังได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับลักษณะหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์

“เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อและใช้สินค้าอุปโภคบริโภคในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสมและสะดวกขึ้นโดยสนับสนุนให้เราทุกคนดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่น การวิจัยของเราพบว่า 40% ของปริมาณน้ำที่ใช้แล้วและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นมาจากการซักล้าง ยูนิลีเวอร์จึงได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณการใช้น้ำจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของเราลงให้ได้ปีละ 4% และการจะบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้ เราได้พัฒนาและเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดเพื่อการซักผ้า คือ “คอมฟอร์ท อัลตร้า น้ำเดียว” ที่ปฏิวัติวิธีการที่ผู้บริโภคใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม โดยคอมฟอร์ท อัลตร้า น้ำเดียว จะช่วยลดการใช้น้ำในหนึ่งครัวเรือนได้เทียบเท่ากับน้ำดื่มจำนวนถึง 5,000 ลิตร ต่อปี และลดปริมาณน้ำเสียจากการซักผ้าลงได้อย่างมาก”

เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“อีกธุรกิจหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก ได้แก่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารและไอศกรีม เราได้เริ่มเปลี่ยนตู้แช่ไอศกรีมส่วนใหญ่ที่ใช้สารทำความเย็นไฮโดรคาร์บอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่มีการทำลายโอโซนและไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย รวมทั้งได้เปลี่ยนซองบรรจุภัณฑ์ของไอศกรีมวอลล์ให้เป็นพลาสติกที่สามารถผ่านกระบวนการแปรรูปให้เป็นน้ำมันดิบเพื่อนำกลับมาใช้ในการผลิตพลังงานต่อไปทั่วประเทศ” นางสุพัตรากล่าว

“ส่วนเรื่องของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญและได้พยายามส่งเสริมมานานแล้วนั้น ยูนิลีเวอร์ก็ได้จัดโครงการหลายโครงการ เช่น โครงการวันล้างมือกับวาสลีน โครงการสคูลบัส (School Bus) และโครงการเพิ่มคุณค่าสารอาหาร นำเสนอผลิตภัณฑ์ไอศกรีมและแยมสูตรน้ำตาลต่ำ เป็นต้น จากโครงการเหล่านี้ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและความตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ เราก็กำลังรอความร่วมมือจากผู้บริโภคทุกท่านที่จะมารวมพลังกับเราในปีต่อไป โดยการร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันคนละเล็กน้อย เพื่อรวมพลังสร้างเป็นความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้”

มร. บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย กล่าวว่า แผนการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ เป็นผลจากการนำนโยบายระดับโลกมาปรับให้เป็นกิจกรรมและโครงการที่ใช้ได้ผลจริง“เพราะเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทฯ จะขยายธุรกิจโดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว”

แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ ที่ประกาศใช้ทั่วโลกนั้น มีเป้าหมายสำคัญกว่า 50 เรื่องในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้จากการที่แบรนด์ต่างๆ ของยูนิลีเวอร์ ได้แก่ โดฟ โอโม คนอร์ และลิปตันได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณน้ำ และของเสียหรือของเหลือใช้ตลอดกระบวนการ คือ ไม่ได้ทำเฉพาะในแต่ละกิจกรรมของบริษัทฯ เท่านั้น แต่ยังได้จัดโครงการที่ซัพพลายเออร์และผู้บริโภคจะได้ช่วยกันลดสิ่งเหล่านี้ด้วย

“ผู้บริโภคบอกเราว่า พวกเขาต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่รู้สึกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ทำได้ยาก และไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นได้ตรงไหน การที่ยูนิลีเวอร์ได้ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และของเสียของเหลือใช้ที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ของเราลงครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนวิธีจัดหาวัตถุดิบของยูนิลีเวอร์ ทำให้ยูนิลีเวอร์ได้มีโอกาสช่วยให้คนทั่วโลกได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในแต่ละวันเพียงเล็กน้อย และสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ในทุกครั้งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์ เมื่อเรารวมพลังจากการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ถือว่าเรากำลังร่วมมือกันสร้างความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงมหาศาลให้แก่ประเทศไทยและทั่วโลก”  มร. ราวเออร์สกล่าว

เป้าหมายอื่นๆ ที่ยูนิลีเวอร์กำหนดว่าจะทำให้สำเร็จภายในปี 2563 ได้แก่

· การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรทั้ง 100% จะเป็นไปเพื่อความยั่งยืน โดยภายในปี 2558 จะมีการจัดหาน้ำมันปาล์มจากแหล่งที่ได้รับการรับรองเรื่องความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมครบทั้ง 100%

· การเปลี่ยนนิสัยด้านสุขอนามัยสำหรับผู้คนในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยส่งเสริมให้ล้างมือด้วยสบู่ไลฟ์บอยเป็นประจำ เพื่อลดการเกิดโรคท้องร่วง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ2ในเด็กทารกทั่วโลก

· การจัดหาน้ำดื่มสะอาดให้แก่ผู้คนกว่า 500 ล้านคน โดยนำเครื่องกรองน้ำสำหรับใช้ในครัวเรือนที่มีราคาประหยัด ยี่ห้อ เพียวอิท มาจำหน่ายทั้งในประเทศอินเดียและต่างประเทศ

· การยกระดับคุณภาพชีวิตในประเทศกำลังพัฒนา โดยยูนิลีเวอร์ได้ประสานงานกับออกซ์แฟม และ Rain Forest Alliance และอื่นๆ เพื่อที่จะเข้าถึงและชวนให้เกษตรกรรายย่อยและผู้จัดจำหน่ายรายย่อยอีกกว่า 500,000 คนได้เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรในซัพพลายเชนของบริษัทฯ

มร. ราวเออร์ส กล่าวเสริมว่า การสร้างการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยการหาวิธีการใหม่ๆ ในทุกด้าน จะช่วยให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในแผนงานนี้ได้ พร้อมกับกล่าวเสริมว่า “ในการจัดการกับความท้าทายเพื่อสร้างความยั่งยืน เรากลับพบว่ามีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย เช่น ความนิยมที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ของเราเพิ่มขึ้น การร่วมมือกับผู้ค้าปลีกในการสร้างธุรกิจของเราให้แข็งแกร่ง การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม การขยายตลาด และการประหยัดต้นทุน”

“การดำเนินการเล็กๆ น้อยๆ ของเรา สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ เรากำลังลงมือดำเนินการต่างๆ ด้วยตัวเองและส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเล็กน้อย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการใช้สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้เกิดผลในเชิงบวกต่อการสร้างความยั่งยืนในอนาคต”  มร. ราวเออร์สกล่าวสรุป

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด “ แผนการ ดำรง ชีวิต อย่าง ยั่งยืน ” ของยูนิลีเวอร์ รวมทั้งชมการถ่ายทอดการเปิดตัว “แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน” ในระดับโลก ได้ที่ www.sustainable-living.unilever.com


ประเทศไทย:

แผนกองค์กรสัมพันธ์และสื่อสาร
บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
18 ไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า อาคาร 1
ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตุจักร เขตจตุจักร
กรุงเทพฯ  10900

T: +66 2 554 2000
F: +66 2 512 1137

website.thailand@unilever.com (บุคคลทั่วไป)
aranya.luepradid@unilever.com (เฉพาะนักข่าว)